ผู้เขียน หัวข้อ: 1001 ALBUMS YOU MUST HEAR BEFORE YOU DIE  (อ่าน 17436 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ champ143

  • คุยเก่งมาก
  • *****
  • กระทู้: 834
  • เพศ: ชาย
  • อย่าเชื่อใครให้เชื่อหูตัวเองและดูกระเป๋าเราด้วย
Re: 1001 ALBUMS YOU MUST HEAR BEFORE YOU DIE
« ตอบกลับ #40 เมื่อ: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 10:21 น. »


ขอขุดหน่อยนะครับ 555
น้าเขียงขอชุดอะไรอ่ะน้า งง  :yoyo(69):
2 channels system :- Sources; SACD-EmmLabs XDS1 ver.II, Media Files-Lin Klimax DS mk.III, Turntable-Linn LP12 :- phono preamp-Audio Research Ref2SE :-preamp.-Ayon Spheris III :-poweramp-Ayon Titan Evo. :-poweramp for Bass Module-Ayon Alpha Digital Amp. :-Speaker-EgglestonWorks Savoy Signature mk.II

ออฟไลน์ kiang

  • TAC
  • รุ่นใหญ่
  • *******
  • กระทู้: 2,871
Re: 1001 ALBUMS YOU MUST HEAR BEFORE YOU DIE
« ตอบกลับ #41 เมื่อ: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 10:23 น. »


ขอขุดหน่อยนะครับ 555
น้าเขียงขอชุดอะไรอ่ะน้า งง  :yoyo(69):

ขุดกระทู้หน่ะครับพี่

ออฟไลน์ champ143

  • คุยเก่งมาก
  • *****
  • กระทู้: 834
  • เพศ: ชาย
  • อย่าเชื่อใครให้เชื่อหูตัวเองและดูกระเป๋าเราด้วย
Re: 1001 ALBUMS YOU MUST HEAR BEFORE YOU DIE
« ตอบกลับ #42 เมื่อ: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 10:27 น. »


ขอขุดหน่อยนะครับ 555
น้าเขียงขอชุดอะไรอ่ะน้า งง  :yoyo(69):

ขุดกระทู้หน่ะครับพี่
อ้อ เข้าใจแล้วครับ ตะกี้ไล่อ่านตั้งแต่ต้นใหม่แล้ว
2 channels system :- Sources; SACD-EmmLabs XDS1 ver.II, Media Files-Lin Klimax DS mk.III, Turntable-Linn LP12 :- phono preamp-Audio Research Ref2SE :-preamp.-Ayon Spheris III :-poweramp-Ayon Titan Evo. :-poweramp for Bass Module-Ayon Alpha Digital Amp. :-Speaker-EgglestonWorks Savoy Signature mk.II

ออฟไลน์ champ143

  • คุยเก่งมาก
  • *****
  • กระทู้: 834
  • เพศ: ชาย
  • อย่าเชื่อใครให้เชื่อหูตัวเองและดูกระเป๋าเราด้วย
Re: 1001 ALBUMS YOU MUST HEAR BEFORE YOU DIE
« ตอบกลับ #43 เมื่อ: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 10:39 น. »


ขอขุดหน่อยนะครับ 555
ต้องกราบขอประทานโทษพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ในเวป TAC อย่างสูง  :yoyo (81): :yoyo (81): :yoyo (81):ที่กระผมหายหน้าหายตาไปจากเวปนานพอควร ขอกลับมารายงานตัวใหม่นะครับ ช่วงสองปีที่ผ่านมามันยุ่งเหยิงจริงๆ เริ่มตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่พร้อมๆ กับผมเริ่มทำห้องดูหนัง/ฟังเพลงใหม่ กว่าจะเสร็จบานไปจากทำแค่ห้องเดียวโดนท่าน ผบ. ขอเพิ่มเติมทำไปทำมาทำใหม่ทั้งบ้าน 8 ห้องเลย (กรรมเวร) เลยทำให้ใช้เวลานานเกือบ 2 ปี จึงเรียบร้อยสมบูรณ์ (ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ เพราะเหลือห้องพระที่ต้องทำให้ท่าน ผบ.เป็นพิเศษอีก 1 ห้อง) ประกอบกับช่วงเวลาปีที่แล้วงานที่บริษัทของผมล้นจนตัวเองจะต้องลงไปช่วยลูกน้องดูแลร่วมด้วย เลยไม่ค่อยมีเวลาสังสรรค์กับใครๆ ในหมู่สมาชิกเหมือนเมื่อก่อน (ทั้ง 2 เวปเลย) ประกอบกับการรีวิวอัลบั้มตามหัวข้อกระทู้ของผมนั้น ทางิิดิโอไฟล์ก็ได้นำลงพิมพ์ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2012 แล้ว เพื่อนๆ สมาชิกอาจหามาอ่านกันได้ แต่ไม่เป็นไรครับ ผมจะเริ่มนำมาลงให้ใหม่สำหรับเพื่อนๆ สมาชิกที่อาจไม่ได้เป็นสมาชิกและที่ยังไม่ได้อ่านกันครับ ต้องขอประทานโทษที่ทำให้ทุกคนรอนานมากไปหน่อย ช่วงนี้งานเริ่มคลายตัวลงบ้าง ผมยินดีกลับมาโพสต์ใน TAC ต่อแล้วครับ  สำหรับชุดที่ผมใช้และเรื่องการปรับปรุงห้องผม ผมจะเริ่มทะยอยนำลงในกระทู้ชุดของเพื่อนสมาชิกต่อแล้วนะครับ :yoyo (95):

อ้อ คิดว่าเดือนเมษายนหลังสงกรานต์ ผมกลับจากไปทำธุระที่ญี่ปุ่นแล้วผมยินดีเริ่มเปิดห้อง MY NEW HT ROOM ที่บ้านผมให้เพื่อนๆ เข้ามาลองฟังดูได้แล้วครับ เดี๋ยวผมจะประสานกับน้าเขียงอีกครั้งหนึ่งเรื่องวันและเวลา ถ้ามีเพื่อนๆ สนใจมาเยอะเกินปริมาณที่บ้านผมรับไหว (ไม่เกิน 15 คน) ผมคงต้องขอแบ่งออกเป็นสองวันนะครับ  เดี๋ยวขอประสานกับน้าเขียงแล้วจะแจ้งให้ทราบครับ :yoyo(10):
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 11:45 น. โดย champ143 »
2 channels system :- Sources; SACD-EmmLabs XDS1 ver.II, Media Files-Lin Klimax DS mk.III, Turntable-Linn LP12 :- phono preamp-Audio Research Ref2SE :-preamp.-Ayon Spheris III :-poweramp-Ayon Titan Evo. :-poweramp for Bass Module-Ayon Alpha Digital Amp. :-Speaker-EgglestonWorks Savoy Signature mk.II

ออฟไลน์ kiang

  • TAC
  • รุ่นใหญ่
  • *******
  • กระทู้: 2,871
Re: 1001 ALBUMS YOU MUST HEAR BEFORE YOU DIE
« ตอบกลับ #44 เมื่อ: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 10:55 น. »


 :yoyo (81):

ออฟไลน์ Witti

  • รุ่นใหญ่
  • ******
  • กระทู้: 2,324
    • DIbY SWIT
Re: 1001 ALBUMS YOU MUST HEAR BEFORE YOU DIE
« ตอบกลับ #45 เมื่อ: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 11:11 น. »
ยังมิเคยผ่านตาเลยกระทู้นี้ มือขุด เยี่ยม!  :yoyo (80):

ขอบคุณ พี่ใหญ่ ที่รวบรวมมาลงไว้ด้วยครับ  :yoyo(65):
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 11:21 น. โดย Witti »

ออฟไลน์ champ143

  • คุยเก่งมาก
  • *****
  • กระทู้: 834
  • เพศ: ชาย
  • อย่าเชื่อใครให้เชื่อหูตัวเองและดูกระเป๋าเราด้วย
Re: 1001 ALBUMS YOU MUST HEAR BEFORE YOU DIE (no.1)
« ตอบกลับ #46 เมื่อ: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 11:28 น. »
 :yoyo(12):มาตามคำสัญญาครับ เอาบทความที่ได้นำลงไปแล้วในออดิโอไฟล์ ตั้งแต่ต้นปี 2012 กลับมาลงให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับ....

                                                                                                               
1001 อัลบั้มที่ต้องหามาฟังให้ได้ก่อนตาย  (1)                                                    ............โดยพี่ใหญ่   
ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นนักเขียนสมัครเล่นที่ถูกขอร้องแกมบังคับจากท่าน บก.ใหญ่ ว่าให้ช่วยเขียนบทความให้ความรู้แก่เพื่อนๆ และน้องๆ ในวงการนี้หน่อย ครั้นจะเขียนวิจารณ์เครื่องเสียงหรือก็มีผู้รู้อีก หลายๆ คนที่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่าตัวผม เดี๋ยวเขาจะหาว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเอา เลยตัดสินใจมาเขียนรีวิวอัลบั้มเพลงต่างๆ ตามสไตล์ของตัวเองดีกว่า เดิมทีรับปากกับคุณนาวีฯ ไว้ตั้งแต่ที่พบกันในงานเครื่องเสียงที่ประเทศฮ่องกงเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วไว้ว่าให้ห้องฟังเพลงห้องใหม่และชุดสองแชนแนลของผมเสร็จเรียบร้อยลงตัวก่อนจึง จะเริ่มบรรเลงต้นฉบับส่งให้กอง บก. ได้ในฉบับเดือนมกราคม 2555 ก็แล้วกัน พอดีเกิดเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ซึ่งก็มีผลกระทบกับกำหนดเวลาในการก่อสร้างห้องดูหนัง-ฟังเพลงใหม่ของผมด้วยเช่นกัน จากเดิมที่กำหนดจะแล้วเสร็จพร้อมยกเครื่องเสียงต่างๆ เข้าติดตั้งพร้อมประจำการได้ในเดือนพฤศจิกายน กลายเป็นมาเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมดในต้นเดือนมกราคมปี 55 เข้าไปแล้ว และความตั้งใจในการที่จะเขียนบทความเกี่ยวกับการรีวิวแผ่นดำของผมนั้นผมตั้งใจที่จะใช้แผ่นเสียงของผมเองที่มีอยู่ในกรุจำนวนมาก (มากกว่า 1,000 แผ่น) และจะต้องเป็นแผ่นที่ตรงกับแผ่นที่ได้รับการแนะนำให้หามาฟังกันให้ได้ก่อนตาย (ตามพ๊อกเก็ตบุ๊ค ชื่อ “1001 Albums You Must Hear Before You Die” ของนิตยสาร The Rolling Stones ในสหรัฐอเมริกา) มานั่งฟัง ฟัง และฟัง จากชุดที่ผมใช้อยู่ โดยนอกจากจะฟังจากแผ่นเสียงแล้ว ผมจะพยายามเสาะหาแผ่นซีดีในอัลบั้มชุดเดียวกันมาฟังเทียบด้วย แล้วก็จะทำการวิจารณ์เชิงเปรียบเทียบ เรียกว่าการเขียนบทความรีวิวเชิงวิเคราะห์แบบนี้ค่อนข้างยากและจะต้องค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องต่างๆ ของแผ่นนั้นๆ มาเป็นพื้นฐานจำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควรในการจะเขียนรีวิวในแต่ละแผ่นได้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามความตั้งใจของผม ฉะนั้นในนิตยสารออดิโอ-วิดีโอไฟล์ฉบับหนึ่งผมก็จะสามารถลงบทความรีวิวแผ่นดำของผมได้อย่างมาก 2 แผ่น พอมาหารกับจำนวนแผ่นที่รับจำนวน 1001 แผ่น ตามตำรา ก็จะใช้เวลาเกินกว่าอายุขัยของผมเป็นแน่แท้ แต่ผมก็ยืนยันกับแฟนๆ นิตยสารออดิโอ-วิดีโอไฟล์นี้ว่าจะพยายามไม่เป็นอะไรไปก่อนที่ผมจะทำการรีวิวแผ่นทั้งหมดให้เสร็จตามความตั้งใจ ซึ่งก็หมายความว่าผมจะต้องมีอายุยืนยาวไปจนถึงอายุ 90 แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจจะรีวิวไม่ได้แล้วก็เป็นไปได้เพราะหูผมคงจะ (ตึง)  สวนทางกับเนื้อหนังมังสา (เหี่ยว) ของวัย 90 ไปอย่างแน่นอน
   ก่อนจะไปถึงการรีวิวแผ่นแรกของผม ในฉบับนี้มาดูว่าชุดที่ผมใช้ในการทำการรีวิวให้พวกเราได้อ่านกันของผมมีอะไรกันบ้าง เรียกว่า “เรียกน้ำย่อย” กันก่อนนะครับ
ห้องฟังของผม  ปัจจุบันที่มีขนาด กว้าง 4.5 ยาว 6.8 และสูง 2.6 เมตร มาถึงชุดเครื่องเสียงที่ผมใช้ในการฟังแผ่นดำสำหรับการรีวิวของผม มีความจำเป็นที่จะต้องแจ้งยี่ห้อและรุ่นเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ว่าผมฟังและวิจารณ์อัลบั้มนั้นๆ บนพื้นฐานอย่างไร ซึ่งก็ขอออกตัวไว้ก่อนว่าการที่ผมใช้ยี่ห้อใดก็ไม่ได้หมายความว่ายี่ห้อนั้นจะดีที่สุดหรือผมต้องการโฆษณาให้ยี่ห้อนั้นนะครับ ผมรับรองว่าผมไม่ได้ค่าสนับสนุนในการใช้เครื่องเสียงจากค่ายใดๆ เลย แถมเครื่องแต่ละตัวผมก็เสียเงินส่วนตัวผมซื้อหามาเล่นเอง ฉะนั้นจึงขอให้ผู้อ่านได้เข้าใจตามนี้ก่อน มาดูกันเลยว่าผมใช้เครื่องอะไรในการรีวิวบ้าง
1.  เครื่องเล่นแผ่นเสียง (Turntable 1) VPI รุ่น Classic 3 - 20th Anniversary Audio Excellence
2.  หัวเข็มแผ่นเสียง  (Cartridge) Dynavector รุ่น XV 1S  ....ปัจจุบันเพิ่งเปลี่ยนมาเป็นหัวเข็ม Lyra Atlas
3.  เครื่องเล่นแผ่นเสียง (Turntable 2) Linn LP12 full modification
4.  หัวเข็มแผ่นเสียง (Cartridge) Linn Akiva
5.  ปรีขยายหัวเข็ม (Phono Pre Amplifier)  Audio Research Ref 2 ....ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Audio Research Ref 2 SELyra Atlas
6.  ปรีขยายเสียง (Pre Amplifier) Audio Research Reference 40th Anniversary
5.  แอมป์ขยายเสียง (Power Amplifiers) Karan M 2000 (monoblock)
6.  ลำโพง (Speakers) Magico Q5
7.  สายสัญญาณ (Interconnect Cables) Stealth Audio - Sakra
8.  สายลำโพง (Speaker Cables) Stealth Audio – Indra V.10
9.  สายไฟ (Power Cables) Stealth Audio – Power Line
10.  อุปกรณ์ควบคุมแรงดันไฟฟ้า (Power Conditioners) Isoclean – Isolation Transformer

เอาล่ะมาอ่านการรีวิวอัลบั้มประเดิมเปิดซิงชุดแรกของผมกันเลยครับ

The Velvet Underground & Nico

การที่ผมนำเอาอัลบั้ม The Velvet Underground & Nico มาใช้ประเดิมเริ่มแรกของการรีวิวแผ่นเพลงของผมในนิตยสารออดิโอ-วิดีโอไฟล์ฉบับนี้ เพราะอัลบั้มนี้ได้รับการกล่าวขานกันในวงการเพลงป๊อบว่าเป็น 1 ใน 1,000 อัลบั้มที่ควรจะต้องหามาฟังให้ได้ก่อนตาย (Abum You Must Hear Before You Die) แล้วยังได้รับเกียรตินำเอาปกอัลบั้มนี้ขึ้นเป็นปกหน้าของพ๊อกเก๊ตบุ๊คที่ชื่อ 1,001 You Must Hear Before You Die อีกทั้งนิตยสาร The Rolling Stones อันทรงอิทธิพลของสหรัฐฯ เขียนคำยกย่องอัลบั้มนี้ไว้ว่า “The Velvet Underground’s debute album, The Velvet Underground & Nico, is ranked among the most important and, certainly, the most influential records ever made”
ก่อนอื่นขอสาธยายประวัติขอวงวงดนตรีวงนี้ทำความรู้จักวงดนตรีที่ชื่อ The Velvet Underground กันก่อนเพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปของวงนี้สักหน่อยจะทำให้การฟังเพลงในอัลบั้มนี้ได้อรรถรสมากขึ้น

วงดนตรี The Velvet Underground เป็นวงดนตรีร๊อคสัญชาติอเมริกันในย่านเมืองนิวยอร์กเริ่มตั้งวงตั้งแต่ปี 1964 โดย Lou Reed กับ John Cale ใช้ชื่อแรกว่า วง “The Primitives” มีสมาชิกในวงขณะนั้นจำนวน 3 คน ได้แก่ Lou Reed เล่นลีดกีตาร์ กับเป็นนักร้องนำ John Cale เล่นเครื่องดนตรีโฟลค์โบราณที่เรียก Drone หรือ Bumbass ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ ไวโอล่า แต่ตัวเล็กกว่าแล้วเวลาสีจะมีเสียงที่ต่ำกว่า และ Sterling Morrison เล่นกีตาร์ จากนั้นจึงเพิ่ม Angus MacLise เข้ามาเล่นเครื่องเคาะจังหวะให้ครบจำนวน 4 ชิ้น ตามมาตรฐานของวงดนตรีในยุคนั้นแล้วจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็นวง “The Warlocks”  ในปี 1965 สมาชิกในวงพร้อมใจกันขอเอาชื่อนิยายขายดีในยุค 60’s ของ Michael Leigh ชื่อ “The Velvet Underground” มาตั้งเป็นชื่อถาวรของวง ต่อมาภายหลังทาง  Lou Reed ได้ชักชวนน้องสาวของ Jim Tucker ชื่อ Maureen Tucker เข้ามาเล่นเครื่องเคาะจังหวะแทน MacLise โดย  Tucker ใช้เครื่องดนตรีที่ชื่อ Tom Toms กับ Upturned Bass Drum เป็นตัวให้จังหวะของดนตรีอันกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของวง The Velvet Underground ในเวลาต่อมา ปี 1967 ช่วงแรกๆ วงดนตรีได้เล่นดนตรีใน club เล็กๆ ในเมืองนิวยอร์ค และรับเล่นดนตรีในงานเลี้ยงปิดการศึกษาของโรงเรียนระดับไฮสคูลในบริเวณย่านนิวเจอร์ซี่ จากนั้นจึงได้รับจ้างให้บันทึกเพลงประกอบวีดีโอสั้นๆ ในระหว่างตระเวนออกทัวร์ร่วมกับวง The Exploding Plastic Inevitable โดยมี Andy Warhol ซึ่งเป็นศิลปินป๊อบอาร์ตที่โด่งดังระดับโลกในวงการโฆษณาในยุคนั้น เป็นผู้จัดการวง ซึ่งได้นำนักร้องนางแบบสาวคนใหม่เชื้อสายเยอรมันชื่อ Nico เข้ามาร่วมในวงแล้วออกอัลบั้มแรกในสังกัด Verve Records ในเดือนมีนาคม 1967 ชื่ออัลบั้มว่า “The Velvet Underground & Nico” โดย Nico ร้องเพลงไว้ในอัลบั้มนี้จำนวน 3 เพลง อัลบั้มนี้ได้กลายเป็นที่กล่าวขานกันอย่างมากในเวลาต่อมา  และในปี คศ. 2003 อัลบั้มนี้ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในลำดับที่ 13 ของอัลบั้มยอดนิยมตลอดกาล โดยนิตยสารร๊อคทรงอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา “The Rolling Stone” และในปี 2004 วงดนตรีได้รับการจัดลำดับให้อยู่ในลำดับที่ 19 ของวงดนตรีร๊อคยอดนิยมตลอดกาล โดยนิตยสาร “The Rolling Stone” ในกลางปี 1988     นักร้องนำที่ชื่อ Nico ได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานสองล้อ วงดนตรีจึงได้หยุดพักการแสดงไปจนกระทั่งในปี 1992 จึงกลับมารวมวงขึ้นใหม่และเริ่มออกตระเวนแสดงคอนเสิร์ตในประเทศแถบยุโรปรวมไปถึงได้เป็นวงดนตรีแบ๊คอั๊พให้กับการแสดงสดของวง U2 ด้วย  ในปี 1995 วง The Velvet Underground ได้แตกวงอีกครั้งหนึ่งเพราะ Sterling Morrison หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งวงในยุคแรกๆ ได้เสียชีวิตลง ต่อมาในปี 1996 วงดนตรี The Velvet Underground ได้รับการบรรจุให้อยู่ในหอเกียรติยศของวงการเพลงร๊อค (Rock and Roll Hall of Fame) โดยพิธีมอบรางวัลเกียรติยศในครั้งนั้นวงดนตรี “The Velvet Underground” ได้กลับมาแสดงสดเป็นครั้งสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นที่ระลึกให้แก่ Sterling Morrison  ผู้ล่วงลับ โดยมีนักร้อง Patti Smith มาร่วมร้องเพลงที่แต่งเป็นพิเศษให้แก่ Sterling ชื่อเพลง “Last Night I Said Goodbye to My Friend”
วง The Velvet Underground ออกแผ่นเสียงมาทั้งสิ้น 5 ชุด (ไม่นับชุดที่ Nico ออกอัลบั้มเดี่ยวๆ เองอีก 2 ชุด และอัลบั้มบันทึกการแสดงสดของวง) ได้แก่ The Velvet Underground & Nico (1967), White Light/White Heat (1968), The Velvet Underground (1969), Loaded (1970) และ Squeeze 1973)
ส่วนหน้าปกอัลบั้มชุดที่นำมารีวิวและถูกนำขึ้นปกพ๊อกเก๊ตบุ๊คที่ผมนำมาจั่วหัวเรื่องในการเริ่มรีวิวอัลบั้มของผมนี้ เป็นรูปกล้วยหอมเปลือกสีเหลืองที่ Mr. Warhol เป็นคนออกแบบจนกลายเป็น Icon ประจำตัวของวง The Velvet Underground ไป  รูปปกอัลบั้มชุดนี้ที่ออกมาช่วงแรกๆ (1st Printing)  มรสหรัฐอเมริกา เปลือกกล้วยหอมข้างนอกคุณ Warhol ใช้เป็น Sticker สีเหลืองแปะอยู่ แล้วมีคำว่า "Peel slowly and see" ซึ่งพอลอกสติ๊กเกอร์เปลือกกล้วยสีเหลืองออก ก็จะเห็นเป็นเนื้อกล้วยสีชมพูตามรูปแทน แผ่นที่ reprint ในปัจจุบันรูปเนื้อกล้วยสีชมพูนี้จะพิมพ์อยู่ในปกซองแผ่นเสียงด้านใน ส่วนปกนอกพิมพ์เป็นรูปเปลือกกล้วยสีเหลืองเท่านั้น  แผ่น 1st Printing ของอเมริกานี้ปัจจุบันมีการประมูลซื้อขายกันใน ebay ที่ราคาสูงมากๆ (ประมาณ 300 -900 US$) แต่ปัจจุบันหลังจากอัลบั้มนี้ได้รับการยอมรับและวง The Velvet Underground ได้รับการบรรจุให้อยู่ในหอเกียรติยศของร๊อคแอนด์โรลแล้ว ค่ายแผ่นเสียงดังๆ ก็ขอซื้อลิขสิทธิ์มาผลิตขึ้นใหม่แผ่นทั้งแผ่นเสียงและซีดี ซึ่งสามารถหาซื้อกันได้ทั่วไปในขณะนี้



                             
ภาพปกอัลบั้มที่เป็นที่พูดถึงกันมาโดยตลอดของไอเดียการออกแบบโดย Mr.Warhol ที่เปลือกกล้วยสามารถลอกออกเห็นเนื้อกล้วยสีชมพูภายในแทน โดยปกสีเหลือง(รูปซ้าย) จะผลิตในสหรัฐฯ ส่วนปกสีเขียว (รูปขวา) จะผลิตในอังกฤษ  แต่ในรุ่นแรกๆ เมื่อปี 1967 ยังสามารถลอกแผ่นสติ๊กเกอร์เพื่อเห็นเนื้อกล้วยสีชมพูภายใน (รูปกลาง) ได้เหมือนกัน



ภาพอัลบั้มประวัติศาสตร์และหน้าตาของนักดนตรีในวงแต่ละคนในยุคแรกๆ

อัลบั้ม Velvet Underground & Nico  นี้บันทึกมาเป็นแบบโมโน ตามยุคเริ่มแรกของเพลงร๊อคยุค 60’s  การเดินเมโลดี้ด้วยกีตาร์กับเบสง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน กลองก็ตีเป็นแบบเดินจังหวะประกอบง่ายๆ ไม่หวือหวาใส่ลูกเล่นอะไรลงไปเป็นพิเศษ นับว่าอัลบั้มนี้ฟังสบายๆ ฟังแล้วทำให้หวนนึกไปถึงสมัยเด็กๆ ชั้นประถมของตัวผมเองเวลาไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ตามบ้านพักตากอากาศของทหารเรือที่สัตหีบแล้วพี่ๆ ของผมเขาหิ้ววิทยุไปเปิดเพลงร๊อคยุค 60’s ฟังไปเต้นไปกันที่ชายหาดเลยทีเดียว


มาตามฟังในแต่ละเพลงของอัลบั้มประวัติศาสตร์นี้กันดีกว่า 
1.   Sunday Morning เพลงนี้กลิ่นอายของวงร๊อคยุค 60’s ออกมาชัดเจน เพลงเดินเมโลดี้เรียบง่ายคล้ายๆ วง The Monkees ผสม Herman’s Hermits เพลงนี้ฟังสบายๆ มีเสียงกระดิ่งจากนาฬิกาปลุกแบบโบราณ ดังขึ้นตอนต้นเพลงเพลง โดยผู้แต่งและร้องคือ Lou Reed ได้พยายามแสดงอารมณ์งัวเงียของเช้าวันอาทิตย์ที่ตื่นขึ้นมาหลังจากผ่านงานปาร์ตี้และเมา (ยา) ในคืนวันเสาร์อย่างหนัก 
2.   I’m Waiting for the Man เพลงนี้เดินกีตาร์และร้องแบบยุคแรกๆ ของวง The Doors ผสมกับ Rolling Stones และวง The Cream ในยุคต้นๆ เหมือนกัน
3.   Femme Fatale เพลงนี้ได้กลิ่นอายของวง Mamas & Papas เพลงนี้นางแบบสาวเยอรมัน  ที่ชื่อ Nico เป็นผู้ร้อง ผมชอบเพลงนี้มากพอๆ กับเพลงแรก Sunday Morning และเพลง All Tomorrow’s Parties ครับ
4.   Venus In Furs เพลงนี้มีกลิ่นอายของเพลงลูกทุ่งโบราณของพวกไอริส ที่ John Cale นำเครื่องดนตรีโบราณชนิดสีคล้ายๆ ไวโอล่า ชื่อ “Drone” มาใช้ร่วมในเพลงนี้ด้วย  ซึ่งจะเป็นเสียงเดินสายคล้ายๆ พวกซีต้าร์ของอินเดียมาแทรกเป็นแบ๊คกราวน์ตลอดทั้งเพลง ฟังไปฟังมาคล้ายๆ กับเพลงแขกอินเดียเลย  เพลงนี้แปลกดีครับ
5.   Run Run Run เพลงนี้ไม่มีอะไรเด่นมาก เป็นร๊อคแนวอัลเทอร์เนทีฟทั่วๆ ไป
6.   All Tomorrow’s Parties เพลงนี้ได้นางแบบเยอรมัน Nico มาร้อง มีเสียงเครื่องกลองเคาะจังหวะประกอบไปตลอดเพลง เพลงนี้เป็นเพลงที่ติดอันดับซิงเกิ้ลของนิตยสารบิลบอร์ดในยุดนั้น พร้อมๆ กับเพลง Sunday Morning
7.   Heroin เพลงนี้มีความยาวที่สุดในอัลบั้มนี้ มีความยาวถึง 7 นาที บรรยายเกี่ยวกับการเสพยาเสพติดที่เรียก “เฮโรอิน” ในสมัยนั้น เพลงนี้ทำให้เพลงของวง The Velvet Underground ถูกแบนด์ห้ามเปิดออกอากาศตามสถานีวิทยุในอเมริกา ทั้งๆ ที่เพลงหลายๆ เพลงของวงกำลังดังและเริ่มติดอันดับในชาร์ตบอร์ดของนิตยสารบิลบอร์ด เนื้อเพลงและห้วงทำนองมีหลายอารมณ์ในเพลงๆ เดียวกัน มีทั้งเชื่องช้า เนิบนาบของอารมณ์ของการเสพยา กับความเร่าร้อนรุนแรงของอารมณ์ของคนอยากเสพยา เสียงกีตาร์โหยหวนมากๆ
8.   There She Goes Again เพลงนี้จังหวะร๊อคแบบบัลลาร์ตสนุกๆ มีหลายวงในยุคต่อมานำเอาไปทำเพลงแนวคล้ายๆ กันออกมา
9.   I’ll be Your Mirror  เพลงนี้เป็นอีกเพลงที่ผมชอบเป็นพิเศษ เป็นเสียงร้องของนางแบบเยอรมัน Nico เดินจังหวะเมโลดี้ได้เรียบง่าย แต่ได้อารมณ์มากๆ ฟังแล้วลืมตัวเคาะจังหวะตามไปด้วยทุกที
10.   The Black Angel’s Death Song  เพลงนี้ใช้เครื่องสีโบราณที่เรียก “Drone” เข้ามาช่วย สีได้โหยหวนตามอารมณ์ของคนติดยาเสพติดที่อารมณ์กำลังเตลิดเปิดเปิงไป เป็นอีกเพลงที่ทำให้วงนี้ถูกแบนด์จากรัฐบาลสหรัฐ ในสมัยนั้น
11.   European Son  การร้องออกมาในแนวรูปแบบของ Bob Dylan เป็นเพลงคล้ายๆ กับดนตรีเพื่อชีวิต ที่เล่าเรื่องชีวประวัติของตัวเอง พอเล่ามาได้ช่วงหนึ่งก็มีเสียงแบ๊คกราวน์ของการขว้างแก้วเหล้าแตกกระทบผนังกำแพง แล้วไม่มีเนื้อร้องมากนักใช้การเดินกีตาร์เป็นตัวบรรยายอารมณ์อันพลุ่งพล่านสับสนของผู้เล่นดนตรีแทนคำร้อง แต่ถ้านั่งฟังการเดินกีต้าร์ของ Lou Reed แล้วต้องบอกว่าไม่ธรรมดาจริงๆ
หลังจากฟังอัลบั้ม The Velvet Underground & Nico ชุดนี้หลายเที่ยว ต้องบอกว่าหลายเที่ยวจริงๆ ฟังแม้กระทั่งนั่งอยู่ในรถทั้งเช้าและเย็น ฟังเพื่อให้เข้าใจในความมุ่งหมายของอารมณ์ของผู้แต่งเนื้อร้องและทำนองเพลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคุณ Lou Reed นั่นเอง ผมฟังจากทั้งแผ่นเสียงที่ Reprintในญี่ปุ่น และ Reissue 180 gram โดย  และฟังจากแผ่นซีดีชุด Rerities Edition ออกมาใหม่ (กำลังตามหาอัลบั้มพิมพ์ออกจำหน่ายครั้งแรกที่มีเนื้อกล้วยหอมสีชมพูอยู่ด้านในอยู่เหมือนกัน) ผมขอยืนยันว่า อัลบั้มนี้ใครที่เกิดทันดนตรียุค 60’s แล้ว ต้องหามาฟังเพื่อรื้อฟื้นบรรยากาศเก่าๆ สมัยเด็กๆ หรือหนุ่มๆ  ดนตรีเดินแบบเรียบง่ายไม่สับสนฟังสบายติดออกไปทางกระชุ่มกระชวยดีจริงๆ ครับ โดยเฉพาะเพลงสามเพลงที่ร้องโดยนางแบบเยอรมันที่ชื่อ Nico (Femme Fatale, All Tomorrow’s Parties และ I’ll be your Mirror) ผมชอบมากๆ คงจะต้องไปตามหาแผ่นที่เธอออกอัลบั้มเดี่ยวๆ ชื่อชุด Chelsea Girl (ได้รับการบรรจุไว้เป็นหนึ่งในพันอัลบั้มที่ต้องหามาฟังก่อนตายเช่นกัน) มาฟังสักหน่อย
เอาล่ะครับ ฉบับประเดิมเริ่มแรกของผมนี้ ร่ายอารัมภบทที่มาที่ไปความยาวไปหน่อย เลยทำให้มีเนื้อที่สำหรับรีวิวอัลบั้มได้เพียงแค่ 1 ชุดเท่านั้น เดือนหน้ารับรองว่าจะรีวิวให้ได้อย่างน้อยสัก 2 อัลบั้มอย่างแน่นอนครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันจันทร์ 11 มีนาคม 2013 เวลา 11:56 น. โดย champ143 »
2 channels system :- Sources; SACD-EmmLabs XDS1 ver.II, Media Files-Lin Klimax DS mk.III, Turntable-Linn LP12 :- phono preamp-Audio Research Ref2SE :-preamp.-Ayon Spheris III :-poweramp-Ayon Titan Evo. :-poweramp for Bass Module-Ayon Alpha Digital Amp. :-Speaker-EgglestonWorks Savoy Signature mk.II