ผู้เขียน หัวข้อ: เคยสงสัยกันไหมครับว่าบีบอัดfileเพลงแบบไหนดีที่สุด หรือแบบไหนเหมาะกับอะไร  (อ่าน 580 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ sunsern

  • คุยเก่งมาก
  • *****
  • กระทู้: 794
ผมสงสัยมานาน พอดีมาเจอsoftwareวิเคราะห์เสียงเลยทดลอง แปลงเพลงระหว่าง CD -> AAC, MP3, OGG ทั้ง 256, 320 kb/s ทำดูได้ผลดังนี้ครับ

https://drive.google.com/file/d/1xu14O47s-HWwUQruprkUClVO-3jQ-Nfd/view?usp=sharing

การเปรียบเทียบผมวิเคราะห์การผิดเพี้ยนของรูปคลื่น และ ความคลาดเคลื่อนทางเฟส ครับ ผลลัพพ์เป็นที่น่าแปลกใจมากส่วนทางกับความเชื่อเลย คือไม่น่าเชื่อว่า MP3 320 ดีกว่า AAC, OGG ที่ 320 และ AAC 256 ดีกว่า MP3, OGG ซึ่งผมเคยคิดว่า OGG น่าจะดีที่สุด

และผมมีการทดสอบการแปลง DSD มาเป็น CD ด้วยโดยใช้ Foobar และโหลดfilter plug-in สำหรับลดความเพี้ยนมาเพิ่ม พบว่าเสียงได้มาค่อนข้างเหมือนต้นฉบับมากๆ dynamic rangeที่ทุกคนกลัวกลับเหลือถึง 76 ซึ่งเพียงพอต่อการฟังทั่วไปอยู่แล้วครับ

ออฟไลน์ sunsern

  • คุยเก่งมาก
  • *****
  • กระทู้: 794
อีกนิดครับ นี่เป็นประโยคจาก wikipedia

The dynamic range of music as normally perceived in a concert hall does not exceed 80 dB, and human speech is normally perceived over a range of about 40 dB

ดูเหมือนCDที่แปลงได้จากDSDจะตอบสนองได้เกือบเท่าconcert hall อยู่แล้ว สิ่งที่ต่างระหว่าง DSD และ CD จากระบบของผมคือ slew rate ครับ หรือบางท่านเรียก transient หรือ dynamic คือเวลาฟังเสียงมาเหมือนกันแต่ DSD จะเหมือนเครื่องดนตรีจริงกว่าครับ

หากอยากได้ยินจาก file ที่ผมแปลงอาจหลังไมค์ครับ เพราะผมกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ ไม่กล้าโหลดลงgoogle drive

ออฟไลน์ vichien

  • สมาชิกอาวุโส
  • *******
  • กระทู้: 8,609
  • ดูหนัง ฟังเพลง ตีแบด
เรื่อง mp3@320 kbsc. นี่ผมคนนึงก้เคยบ้าย้ำว่าเสียงมันดีนะไม่แพ้พวก cd ต้นฉบับมากนัก หรือก็ไม่ได้น่าเกียจที่จะฟัง ผมก็ฟังมันบ่อยๆมากๆ เพราะเจ้า nad 565bee ที่ช่องแฟรชได้ว์มันรับได้เต็มที่แค่ 320 kbsc.เอง
สมับก่อนมีพี่ที่เป็นนักดนตร แล้วก็เล่นเครื่องเสียง ก็เคยลองทำแบบสอบถามให้ลองฟังไฟน์ mp3 @320 เทียบกับนามสกุลอื่นๆ ผลก็ไม่ค่อยมีใครฟังออกกัน

อ้างถึง
และผมมีการทดสอบการแปลง DSD มาเป็น CD
อันนี้หมายถึงแปลงไฟน์จาก dsd มาเป็นไฟน์ wav หรือครับ หรือว่าเขียนลงแผ่น หรืออย่างอื่น รบกวนขอรายละเอียดอีกทีครับ

ปล.ในกลุ่มหูฟัง หรือกลุ่มใหม่ๆหลายกลุ่ม ก้อิตกันจังว่าไฟน์ที่ฟังต้องเป็น dsd เท่านั้น ไฟน์ wav , flac ส่ายหน้ากันเป็นแถว
เจ้า dsd ผมก็เคยฟังเทียบ เสียงมันก้ดีจริงนะ แต่ถ้าฟังกับ dap นี่มันใช้พลังงานเยอะมาก ฟังได้ไม่กี่ ชม. แบ็ตก็จะหมดแล่ะ แถม กินเนื้อที่มหาศาล
ตอนนี้ผมก็โหลดเก็บไว้สะสม แต่เวลาจะฟังจริง ก็แปลงมันลงมาแค่ flac 24/96 ก็เหลือๆแล้ว หรือถ้ามีไฟน์ wav , flac ก็ฟังอย่างหลังพอ
* Simply The Best ไม่ต้องสุดยอด พอเท่าที่หาได้ *

- Technics Su-V9 + Technics SU-7700II/His Phono + Nad 565bee + Mission mx-5 & Rega rp3 w/exact

ออฟไลน์ kitaro

  • สมาชิกอาวุโส
  • *******
  • กระทู้: 5,091

ปล.ในกลุ่มหูฟัง หรือกลุ่มใหม่ๆหลายกลุ่ม ก้อิตกันจังว่าไฟน์ที่ฟังต้องเป็น dsd เท่านั้น ไฟน์ wav , flac ส่ายหน้ากันเป็นแถว


ทำไมต้องส่ายหน้าครับ :yoyo(73):

ไฟล์ dsd ที่เสียงไม่ได้เรื่องก็มีเยอะแยะไป แล้วเพลงก่อนปี 1990 จะไปเอา dsd มาจากไหน

ออฟไลน์ sunsern

  • คุยเก่งมาก
  • *****
  • กระทู้: 794
อ้างถึง
และผมมีการทดสอบการแปลง DSD มาเป็น CD
อันนี้หมายถึงแปลงไฟน์จาก dsd มาเป็นไฟน์ wav หรือครับ หรือว่าเขียนลงแผ่น หรืออย่างอื่น รบกวนขอรายละเอียดอีกทีครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คือผมมีfile DSD DSF ISO ค่อนข้างมากประมาณ 2 T และ CD file อีก 1 T  พอเอามารวมกันและแปลงcompress fileไปฟังกับเครื่องportable และต้องการจะเอา wav - cd quality ไปฟังที่ office ซึ่งเครื่องไม่สามารถแยกความแตกต่างของ CD กับ DSD ได้ เลยทำการแปลงhi res มาเป็น 44.1 kHz หรือ wave - CD quality และเป็นต้นเหตุของการทดลองครับ

ปัญหาของการแปลง DSD เป็น CD quality นั้นมันอยู่ที่การเลือกโปรแกรม และ filter ของการแปลงครับ หากfilter ไม่ดี เฟส เคลื่อน และโทนเสียงเพี้ยน เท่าที่ลองตัวนี้ได้ดีที่สุดแบบไม่เสียเงินครับครับ เห็นในเวปฝรั่งบอกมีตัวดีกว่านี้แต่ก็ค่อนข้างแพงครับ

โดยส่วนตัวความต่างระหว่าง DSD และ CD quality นั้นมันต่างกันตรงห้องฟังครับ หากได้ห้องฟังดีๆ ก็ฟังออกได้มากหน่อย หากห้องไม่ดีมากอย่างห้องผมเสียงมันก็ต่างไม่มากนักแม้ว่าเครื่องสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ก็ตาม หากอยากต่างมากหน่อยก็ต้องปิดแอร์ฟังกันซึ่งก็ได้แค่การทดลองฟัง เอาจริง ฟังนาน มีแอร์ดีกว่าครับสุขกว่ากันเยอะ

ส่วนวงการหูฟังผมว่าความแตกต่างระหว่าง DSD และ CD quality นั้นจะชัดกว่าลำโพงครับ เพราะหูฟังดีๆ มันสามารถเห็นผลจาก slew rate ได้ชัดกว่า ขนาดผมใช้แค่หูฟัง fender ที่เป็นบาลานท์ อเมเจอร์ ฟังกับ sony a 35 ก็ฟังออกชัดครับว่ามันต่างกันอย่างชัดเจน แต่ก็แค่ทดลองในห้องเงียบๆ เอาเข้าจริงๆ พอฟังนอกอาคาร AAC 256 ก็ดีถมเถไปแล้วครับเพราะเสียงรบกวนจากภายนอก และจริงๆ แล้วการฟัง compress fileจะดีต่อหูเมื่อฟังนอกห้องเงียบๆ ครับ เพราะไดนามิคมันจะถูก compress ความดังสุดกับเบาสุดจะถูกทำให้หดลง ดังนั้นเราจะไม่ต้องเปิดเครื่องให้เสียงดังเกินไปนัก

หมายเหตุ อันที่จริงเวลาผมฟังเอง ผมแปลงcd quality ไป AAC 256 ผมไปปรับ eq ของโปรแกรมแปลงให้ลดเสียงที่มีความถี่ต่ำกว่า 50 Hz ลง -20 db และผมใช้ dynamic compression เล็กน้อยด้วยเพื่อถนอมหูครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันอาทิตย์ 13 กันยายน 2020 เวลา 18:49 น. โดย sunsern »

ออฟไลน์ vichien

  • สมาชิกอาวุโส
  • *******
  • กระทู้: 8,609
  • ดูหนัง ฟังเพลง ตีแบด

ปล.ในกลุ่มหูฟัง หรือกลุ่มใหม่ๆหลายกลุ่ม ก้อิตกันจังว่าไฟน์ที่ฟังต้องเป็น dsd เท่านั้น ไฟน์ wav , flac ส่ายหน้ากันเป็นแถว


ทำไมต้องส่ายหน้าครับ :yoyo(73):

ไฟล์ dsd ที่เสียงไม่ได้เรื่องก็มีเยอะแยะไป แล้วเพลงก่อนปี 1990 จะไปเอา dsd มาจากไหน
ขนาดผมริ้บเพลงจาก cd เป็นไฟน์ flac/3 (db poweramp) แจกในเพจ (ไม่ได้ริ้บเป็น wav เพราะ ไดร้ว์รับฝากมันมีเนื้อที่จำกัด ผมก็ไม่อยากซื้อเพิ่มให้เป็นภาระ) บางคนแกยังกล้าขอว่าขอเป็น wav ได้มั๊ย ทั้งๆตัวเองเป็นคนรับ แทบไม่เคยให้กะเค้าเลย
พวกมือใหม่ เอะอะ ก็ mqa , dsd นี่ถ้าวันไหนผมเกิดอยากแกล้ง แปลงไฟน์ flac เป็น dsd แจก พวกจะฟังกันออกมั๊ยหนอ


อ้างถึง
และผมมีการทดสอบการแปลง DSD มาเป็น CD
อันนี้หมายถึงแปลงไฟน์จาก dsd มาเป็นไฟน์ wav หรือครับ หรือว่าเขียนลงแผ่น หรืออย่างอื่น รบกวนขอรายละเอียดอีกทีครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คือผมมีfile DSD DSF ISO ค่อนข้างมากประมาณ 2 T และ CD file อีก 1 T  พอเอามารวมกันและแปลงcompress fileไปฟังกับเครื่องportable และต้องการจะเอา wav - cd quality ไปฟังที่ office ซึ่งเครื่องไม่สามารถแยกความแตกต่างของ CD กับ DSD ได้ เลยทำการแปลงhi res มาเป็น 44.1 kHz หรือ wave - CD quality และเป็นต้นเหตุของการทดลองครับ

ปัญหาของการแปลง DSD เป็น CD quality นั้นมันอยู่ที่การเลือกโปรแกรม และ filter ของการแปลงครับ หากfilter ไม่ดี เฟส เคลื่อน และโทนเสียงเพี้ยน เท่าที่ลองตัวนี้ได้ดีที่สุดแบบไม่เสียเงินครับครับ เห็นในเวปฝรั่งบอกมีตัวดีกว่านี้แต่ก็ค่อนข้างแพงครับ

โดยส่วนตัวความต่างระหว่าง DSD และ CD quality นั้นมันต่างกันตรงห้องฟังครับ หากได้ห้องฟังดีๆ ก็ฟังออกได้มากหน่อย หากห้องไม่ดีมากอย่างห้องผมเสียงมันก็ต่างไม่มากนักแม้ว่าเครื่องสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ก็ตาม หากอยากต่างมากหน่อยก็ต้องปิดแอร์ฟังกันซึ่งก็ได้แค่การทดลองฟัง เอาจริง ฟังนาน มีแอร์ดีกว่าครับสุขกว่ากันเยอะ

ส่วนวงการหูฟังผมว่าความแตกต่างระหว่าง DSD และ CD quality นั้นจะชัดกว่าลำโพงครับ เพราะหูฟังดีๆ มันสามารถเห็นผลจาก slew rate ได้ชัดกว่า ขนาดผมใช้แค่หูฟัง fender ที่เป็นบาลานท์ อเมเจอร์ ฟังกับ sony a 35 ก็ฟังออกชัดครับว่ามันต่างกันอย่างชัดเจน แต่ก็แค่ทดลองในห้องเงียบๆ เอาเข้าจริงๆ พอฟังนอกอาคาร AAC 256 ก็ดีถมเถไปแล้วครับเพราะเสียงรบกวนจากภายนอก และจริงๆ แล้วการฟัง compress fileจะดีต่อหูเมื่อฟังนอกห้องเงียบๆ ครับ เพราะไดนามิคมันจะถูก compress ความดังสุดกับเบาสุดจะถูกทำให้หดลง ดังนั้นเราจะไม่ต้องเปิดเครื่องให้เสียงดังเกินไปนัก

หมายเหตุ อันที่จริงเวลาผมฟังเอง ผมแปลงcd quality ไป AAC 256 ผมไปปรับ eq ของโปรแกรมแปลงให้ลดเสียงที่มีความถี่ต่ำกว่า 50 Hz ลง -20 db และผมใช้ dynamic compression เล็กน้อยด้วยเพื่อถนอมหูครับ

ถ้าเป็นคนฟังเพลง ฟังงานศิลปินเป็นหลัก แค่ mp3@320 ก็เหลือฟือแล้วครับ แถมไม่กินเนื้อที่ ไม่กินแบ็ตด้วย
ต้องปล่อยให้รู้ๆกันเอง อธิบายไปก็เสียเวลาในตอนนี้ครับ = เห็นด้วยตามน้าแหล่ะ
* Simply The Best ไม่ต้องสุดยอด พอเท่าที่หาได้ *

- Technics Su-V9 + Technics SU-7700II/His Phono + Nad 565bee + Mission mx-5 & Rega rp3 w/exact